| เตือนเกษตรกร...อย่าเร่งกรีดยาง | ||
| วันที่ : 29 มกราคม 2553 | ||
| หมวด ยางพารา" กลุ่ม ปัญหาการกรีดยาง | ||
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำการผลิตยางธรรมชาติของโลกด้วยปริมาณการผลิต 3.09 ล้านตัน ขณะที่จีนเป็นผู้ใช้ยางธรรมชาติสูงสุดของโลกด้วยปริมาณ 2.92 ล้านตัน โดยราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 เป็นต้นมา อันเนื่องจากปัจจัยจากความต้องการยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ของทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาจากการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และคาดว่ามีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป อันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับวัตถุดิบออกสู่ตลาดน้อยเนื่องจากฝนตกในประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทำให้ผลผลิตลดน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคายางสูงขึ้น และต่อไปสวนยางในประเทศผู้ผลิตจะเข้าสู่ฤดูผลัดใบ ทำให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อยกว่าปกติสักระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ราคายางยังคงสูงต่อไป | ||
| คุณสุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่ราคายางค่อนข้างมีเสถียรภาพและอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการผลิต จึงขอเตือนเกษตรกรว่า อย่าเร่งกรีด โดยเฉพาะกับต้นยางขนาดเล็ก (ขนาดลำต้น 40-45 เซนติเมตร) ในแหล่งปลูกยางใหม่ เพราะจะส่งผลกระทบต่อต้นยางเป็นอย่างมาก ทำให้ต้นยางมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ อายุการกรีดสั้นลงและทำให้ผลผลิตลดลง โดยผลการศึกษาของ คุณพิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร และคณะ พบว่า การกรีดต้นขนาดเล็กทำให้ผลผลิตลดลง 25-60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับการกรีดต้นขนาด 50 เซนติเมตร และหากกรีดต้นขนาดเล็กร่วมกับระบบกรีดถี่ กรีด 1 ใน 3 ของลำต้น กรีด 3 วัน เว้น 1 วัน ยิ่งทำให้ผลผลิตลดลง 40-60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลทำให้ผลผลิตตลอดวงจรชีวิตของต้นยางลดลง 25-59 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สูญเสียรายได้ 115,000-276,000 บาท/ไร่/วงจรชีวิตของต้นยาง นอกจากมีผลกระทบต่อผลผลิตน้ำยางแล้ว การกรีดต้นขนาดเล็กยังมีผลกระทบต่อการให้เนื้อไม้ เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตต่ำทำให้ได้ผลผลิตไม้ยางน้อยกว่า 28-60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกรีดต้นขนาด 50 เซนติเมตร และยังพบว่า การเปิดกรีดต้นขนาดเล็กแม้เปิดกรีดก่อนต้นที่ได้ขนาด 1 ปี แต่ผลผลิตสะสมของการกรีด 2 ปี จากต้นขนาดเล็ก ให้ผลผลิตพอๆ กับต้นยางที่ได้ขนาดกรีดเพียง 1 ปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ต้นยางแคระแกร็น เจริญเติบโตช้า และผลผลิตตลอดวงจรชีวิตของต้นยางลดลง ทำให้สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับตลอดชีวิตของต้นยาง โดยต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดควรมีขนาดลำต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ที่ระดับ 1.50 เมตร จากพื้นดินและมีจำนวนต้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งสวน ประกอบกับในช่วงนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูผลัดใบ ดังนั้น ในช่วงที่ยางผลัดใบ เกษตรกรจึงควรหยุดกรีดสักระยะหนึ่ง หลังจากที่ต้นยางผลิใบใหม่และเจริญเป็นใบแก่แล้วจึงเริ่มกรีดใหม่ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน เนื่องจากการกรีดในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระยะที่ต้นยางกำลังผลิใบใหม่ เพราะการกรีดยางติดต่อกันหลายวันจะมีผลทำให้ผลผลิตต่ำ ปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ลดลง การสิ้นเปลืองเปลือกสูง ทำให้ระยะเวลากรีดถึงเปลือกงอกใหม่น้อยลง เปลือกงอกใหม่บาง กระทบต่อการกรีดซ้ำ และต้นยางแสดงอาการเปลือกแห้งสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตรวมในระยะยาว การกรีดถี่ทำให้อายุการกรีดสั้นลง เกษตรกรจึงต้องโค่นต้นยางในระยะเวลาเร็วขึ้น ทำให้ได้รับผลผลิตน้ำยางและปริมาณไม้ลดน้อยลงตามลำดับ การหยุดพักกรีดในฤดูผลัดใบช่วยให้ต้นยางได้สะสมธาตุอาหารเพื่อสร้างความเจริญเติบโต มีความสมบูรณ์ และให้ผลผลิตสูง คุณสุจินต์ ย้ำเตือนว่า ในช่วงที่ยางมีราคาสูง เกษตรกรไม่ควรเร่งกรีดยาง และไม่ควรใช้ระบบกรีดถี่มากกว่าวันเว้นวัน เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดกรีดต้นขนาดเล็ก เพราะมีผลทำให้ต้นยางแคระแกร็น เจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตตลอดวงจรชีวิตของต้นยางลดลง ต้องโค่นต้นยางก่อนเวลาอันควร ทำให้สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ตลอดวงจรชีวิตของต้นยางที่ควรมีอายุการกรีดไม่น้อยกว่า 22 ปี ซึ่งรัฐต้องสูญเสียรายได้เพื่อให้การสงเคราะห์ปลูกแทนใหม่เร็วขึ้น นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ผู้เกี่ยวข้องควรถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ในช่วงที่ต้นยางผลัดใบและผลิใบใหม่ เกษตรกรควรงดกรีดยาง เพื่อให้ต้นยางสร้างความเจริญเติบโต เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางเพื่อให้ต้นยางเจริญเติบโต เป็นต้นยางที่สมบูรณ์ เปลือกนิ่ม กรีดง่ายและให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอตลอดอายุของต้นยางซึ่งเป็นการให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน เกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัยประการใด สามารถขอรับคำแนะนำได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-1576 ต่อ 501, 522, 523 หรือศูนย์วิจัยยางจังหวัด ได้แก่ หนองคาย โทร. (042) 421-396 ฉะเชิงเทรา โทร. (038) 136-225-6 สุราษฎร์ธานี โทร. (077) 270-425-7 และสงขลา โทร. (074) 212-401-5 ในวันเวลาราชการ | ||
| ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน | ||