ปรับปรุงดินในบ่อเลี้ยงกุ้ง
วันที่ : 01 มีนาคม 2553
หมวด การประมง-สัตว์น้ำ" กลุ่ม กุ้ง

     เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต... ผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับสภาพของดินในบ่อกุ้ง ทั้ง ๆ ที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเลี้ยงกุ้ง เหตุนี้ สภาพดินในบ่อเลี้ยงกุ้งหลายแห่งจึงอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้กุ้งตายภายใน 45 วัน และเมื่อเลี้ยงไม่ได้ผล ทำให้เกษตรกรขาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่มีฟาร์มขนาดเล็กถึงกับต้องเลิกอาชีพเลี้ยงกุ้งไปในที่สุด ทำให้บ่อเลี้ยงกุ้งจำนวนมากต้องถูกทิ้งร้าง ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว สำนักความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมนี (GTZ) จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำการวิจัยกระบวนการปรับปรุงดินเพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารให้แก่ลูกกุ้งและสิ่งแวดล้อมในบ่อกุ้งให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง ประกอบกับเกษตรกรต้องพยายามลดต้นทุนการผลิตและเลี้ยงกุ้งให้รอดจนถึงรอบการจับ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของกุ้งได้อีกด้วย โดยปัจจุบันฟาร์มในจังหวัดสงขลา ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นฟาร์มนำร่องได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2549 ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

     ดร.สุริยา สาสนรักกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร วว. กล่าวว่า ที่ผ่านมา วิธีการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรไทยยังไม่มีความยั่งยืน หลายรายต้องประสบภาวะขาดทุน จนต้องเลิกกิจการไป และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาน้ำเสียดินเสื่อมโทรม และบ่อเลี้ยงกุ้งจำนวนมากได้ถูกทิ้งร้าง วว. และ GTZ จึงได้พยายามให้ความรู้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับปรุงดินเพื่อสร้างห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี ผลผลิตกุ้งที่ได้มีคุณภาพ เทคนิคการทำห่วงโซ่อาหารแบบนี้ จะทำให้กุ้งมีสุขภาพแข็งแรงและต้านทานโรคสูง เพราะได้อาหารธรรมชาติจากเลนในนากุ้ง และยังเป็นแหล่งออกซิเจนให้กับลูกกุ้งที่มีอายุระหว่าง 45-55 วัน ทำให้ในระยะนี้ไม่จำเป็นต้องให้อาหารกุ้งได้ถึง 20 วัน-1 เดือน รวมทั้งไม่ต้องเปิดเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนอีกด้วย จึงเป็นการลดต้นทุนด้านค่าอาหาร ค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการกำจัดเลนในบ่อของเกษตรกรลงได้ และเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์ จึงช่วยแก้ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ เพราะเกษตรกรไม่ต้องหาพื้นที่ใหม่ ๆ ในการเลี้ยงกุ้ง ทำให้การเลี้ยงกุ้งมีความยั่งยืน และช่วยเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอีกด้วย กล่าวโดยสรุปก็คือ การปรับปรุงดินเพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารนี้มีจุดเด่นคือ ช่วยลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งได้อย่างยั่งยืน วิธีการสร้างห่วงโซ่อาหารในบ่อกุ้ง มีขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1.หลังจากจับกุ้งแล้ว ทำการตากพื้นบ่อเป็นเวลา 3-5 วัน หรือจนกระทั่งพื้นบ่อบริเวณกองเลนแห้งหมาด ๆ 2.ทำการสูบน้ำเข้าบ่อโดยผ่านถุงกรองละเอียด 2 ชั้น โดยให้มีระดับน้ำสูงประมาณ 20-30 ซม. และให้มีความเค็มอยู่ในช่วง 10-15 ppt. (กรณีมีกองขี้เลนน้อย อาจต้องหว่านปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพิ่มในอัตรา 100-150 กก./ไร่ พิจารณาจากปริมาณเลน กลางบ่อ การหว่านปุ๋ยอินทรีย์เคมีเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน) 3.มีการกำจัดพาหะ โดยการใช้กากชา ในอัตราส่วน ดังนี้ -อัตรา 33 กก./ไร่ (กรณีไม่มีหอย) -อัตรา 80 กก./ไร่ (กรณีมีหอย) 4.ทำการคราดดินเพื่อกระจายกองเลนให้ตะกอนเลนฟุ้งกระจายอย่างสม่ำเสมอให้ทั่วทั้งบ่อ 5.ขังน้ำทิ้งไว้เป็นเวลา ประมาณ 20 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์และเกิดห่วงโซ่อาหาร หรือขังน้ำจนกระทั่งกระบวน การย่อยสลายสารอินทรีย์เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยพิจารณาจากค่า DO และค่า pH ที่ เพิ่มขึ้น 6.ทำการปล่อยกุ้งในอัตรา 30,000- 35,000 ตัว/ไร่ สำหรับกุ้งกุลาดำ และอัตรา 80,000-100,000 ตัว/ไร่ สำหรับกุ้งขาวแวนนาไม ขณะนี้เทคนิคการบำบัดดินในบ่อกุ้งได้ ถูกขยายผลให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดทางภาคใต้ รวมทั้งเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งในจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว และมีโครงการที่จะขยายผลไปทั่วประเทศอีกด้วย สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจเทคนิคการเลี้ยงกุ้งโดยการสร้างห่วงโซ่อาหาร เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพิ่มกำไร และยังได้กุ้งที่มีคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ 3 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทรศัพท์, โทรสาร 0-2577-9004 หรือที่ www. tistr.or.th E-mail : suriya@tistr.or.th

ที่มา : เดลินิวส์ 1/3/53